วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555


กฎการสร้างบอนไซ 1 
ในการสร้างต้นไม้ให้เป็นบอนไซเพื่อให้ได้ผลงานที่แปลกประทับผู้ดู  การออกแบบเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก  การออกแบบบอนไซมีอยู่สองแนวทาง  แนวทางแรกก็คือนักออกแบบต้องรอบรู้ในศิลปะของการออกแบบบอนไซซึ่งมีทั้งการเรียนรู้วิถีของธรรมชาติ, เรียนรู้หลักการของศิลปะและการเรียนรู้ศิลปะของภาพเขียน  แนวทางนี้ต้องใช้ระยะเวลาศึกษาฝึกฝนยาวนานจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยสำหรับพวกที่ยังใหม่กับบอนไซที่จะสามารถออกแบบสร้างบอนไซออกมาได้งดงาม  แต่ยังมีอีกแนวทางหนึ่งในการออกแบบสร้างบอนไซแนวทางนั้นก็คือการสร้างตามข้อกำหนดที่ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญกำหนดวิธีการเอาไว้ซึ่งเรียกว่า กฎการสร้างบอนไซ กฎการสร้างบอนไซถือกำเนิดขึ้นมาจากนักสร้างบอนไซชาวญี่ปุ่นที่รอบรู้ศิลปะและธรรมชาติมานานนับร้อยปีแล้ว พวกเขาได้ทำการศึกษารวบรวมข้อมูลและนำมากำหนดว่าควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไรเพื่อให้บอนไซออกมาสวยงาม 
กำเนิดของกฎการสร้างบอนไซ
กฎการสร้างบอนไซกำเนิดขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือช่วยผู้ที่เริ่มต้นสร้างบอนไซให้สามารถสร้างผลงานออกมาสวยงามได้  ทำให้การสร้างบอนไซตามกฎการสร้างบอนไซจึงเป็นแนวทางการสร้างบอนไซที่ผู้สร้างไม่จำเป็นจะต้องรู้หลักการด้านศิลปะอย่างลึกซึ้ง   แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่าแม้จะมีกฎเกณฑ์บอนไซพื้นฐานมากมาย  แต่ศิลปินนักสร้างบอนไซที่ประสบความสำเร็จกับผลงานของพวกเขาไม่ได้สร้างบอนไซตามกฎเหล่านี้เสมอไป  แต่พวกเขาออกแบบและสร้างบอนไซออกมาโดยใช้หลักการทางศิลปะในตอนที่ได้กล่าวมาแล้ว    แต่ก่อนที่พวกเขาจะสามารถออกแบบและสร้างบอนไซตามแนวทางแรกได้นั้น  พวกเขาได้เรียนรู้ที่จะออกแบบและสร้างบอนไซโดยการใช้กฎเหล่านี้จนมั่นใจจึงจะสามารถสร้างผลงานที่แหวกกฎเหล่านี้ได้   กฎไม่ใช่สิ่งสำคัญสิ่งสำคัญก็คือทำอย่างไรที่จะแก้ไขปัญหาที่กฎนี้แนะนำให้ปฏิบัติอยู่  เราจะพบทางออกของเราเองเมื่อใดก็ตามที่เราเข้าใจกฎนี้อย่างถ่องแท้   
กฎการสร้างบอนไซมาจากเหตุและผล
หากเรามองลึกเข้าไปในกฎการสร้างบอนไซเราจะพบเหตุและผลในกฎแต่ละข้อที่ถูกกำหนดขึ้นมา  ดังตัวอย่างต่อไปนี้:
  • กฎการสร้างกิ่งของบอนไซมีเหตุผลอะไรทำไมต้องวางตำแหน่งกิ่ง 1, 2, 3, 4…….1, 2, 3, 4 เป็นกฎการสร้างบอนไซที่นักเล่นบอนไซคนไทยเราท่องจำอยู่ในใจเหมือนสูตรคูณอยู่เป็นประจำเพื่อสร้างบอนไซแบบทรงต้นหรือเอนชายให้ออกมาได้สวยงดงาม  แต่มีอยู่กี่คนเล่าที่รู้ที่มาที่ไปเหตุและผลของสูตร 1, 2, 3, 4 นี้  กฎกำหนดให้มีการจัดตำแหน่งของกิ่ง 1, 2, 3 กิ่งหนึ่งควรอยู่ซ้ายหรือขวา, กิ่งสองควรอยู่ซ้ายหรือขวาตรงข้ามกับกิ่งหนึ่ง, กิ่งสามควรอยู่ด้านหลัง  กฎสำคัญอีกข้อหนึ่งที่เป็นเครื่องช่วยผู้ออกแบบก็คือแนวคิดการจัดลำดับกิ่งพื้นฐาน “1-2-3 ”  แนวคิด “1-2-3” นี้ก็คือการจัดลำดับของกิ่งบอนไซแบบ ขวา-หลัง-ซ้าย หรือ ขวา-ซ้าย-หลัง  เหตุผลของแนวคิดนี้เป็นการสร้างกลไกเพื่อให้สายตาของผู้ดูเกิดความต่อเนื่องลื่นไหลจากกิ่งล่างไปยังส่วนบนของบอนไซ   เราสามารถที่จะจัดลำดับกิ่งอย่างไรก็ได้เพียงแต่กิ่งที่เราจัดนั้นจะต้องต่อเนื่องไม่ทำให้ดูสะดุดลงที่จุดใดจุดหนึ่ง  การจัดลำดับกิ่งที่ไม่ดีย่อมทำให้บอนไซนั้นไม่น่าสนใจ   กิ่งสองกิ่งที่อยู่ในระดับเดียวกันจะทำให้สายตาของเราหยุดลงตรงนั้นขาดความต่อเนื่อง  ถึงแม้ว่าผู้ดูจะดูไล่ต่อไปด้านบนก็ตามแต่จะรู้สึกไม่สบายไม่ลื่นไหลต่อเนื่อง   นอกจากนั้นหากเราสร้างบอนไซที่มีกิ่งสองกิ่งอยู่ในระดับเดียวกันแล้วเมื่อทิ้งไว้หลายๆปีลำต้นบริเวณตรงรอยต่อจะบวมขึ้นมาเรื่อยๆ  ทำให้บอนไซที่ดูสวยงามต้นนั้นค่อยๆลดความสวยงามลงไป   ดังตัวอย่างบอนไซเมเปิ้ลที่สวยงามด้านล่างซึ่งกำลังลดความสวยงามลงจากบริเวณลำต้นที่กิ่งสองกิ่งงอกมาในตำแหน่งเดียวกันเริ่มบวมขึ้นมาเรื่อยๆ   หากเราดูกิ่งซ้ายจะเห็นว่าไม่เป็นธรรมชาติและทำให้ขาดความลื่นไหลต่อเนื่องเมื่อมองไล่จากกิ่งล่างขึ้นไป   นอกจากนี้กิ่งทั้งสองดูเหมือนจะตัดแบ่งบอนไซออกเป็นสองส่วน  หากบอนไซต้นนี้ไม่มีกิ่งด้านซ้ายที่ว่าแล้วจะเห็นว่าจะดูงดงามกว่านี้มาก




ศิลปินที่ดีต้องสามารถที่จะดึงดูดผู้ดูให้เข้ามาร่วมกับองค์ประกอบและนำผู้ดูผ่านทะลุมันไป  นี่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างงานศิลปะหากเราขาดสิ่งนี้ไปผลงานของเราก็จะไม่น่าสนใจ 
  • ทำไมกฎการสร้างบอนไซจึงกำหนดให้มีการเว้นช่องว่างระหว่างกิ่ง  สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่เราจะเห็นถึงความประณีตของบอนไซและความเรียบง่ายทางศิลปะก็คือการจัดกิ่ง  กิ่งของต้นไม้ใหญ่ที่โตขึ้นตามธรรมชาติปรกติจะไม่เป็นระเบียบไขว้ไปมาเหมือนแบบใยแมงมุม  มันจะงอกไปในทุกทิศทุกทาง  แต่ภาพรวมก็ยังคงดูดีและดูดึงดูด  ต้นไม้ในธรรมชาติจะถูกจัดแต่งกิ่งเองโดยธรรมชาติ  หากสังเกตต้นไม้อายุน้อยๆกิ่งและใบจะหนาเป็นพุ่มเมื่อต้นไม้เริ่มมีอายุมากขึ้นระยะระหว่างกิ่งจะเริ่มมีช่องว่างมากขึ้น  โดยกิ่งขนาดเล็กๆที่ถูกบดบังแสงอาทิตย์จากกิ่งที่ใหญ่กว่าจะตายลง  ในการสร้างบอนไซที่ต้องการสื่อถึงต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุเก่าแก่จึงจำเป็นต้องสร้างให้เป็นพุ่มใบ  โดยเมื่อจัดกิ่งที่สองและสามเราต้องสร้างเป็นลำตับที่คล้ายคลึงกัน  เหตุผลก็คือตามหลักของความเรียบง่ายอีกเหตุผลหนึ่งก็คือเราต้องใช้กิ่งเหล่านี้เพื่อช่วยให้เกิดความสอดคล้องกลมกลืนในงานออกแบบของเรา  กิ่งเหล่านี้ต้องสื่อถึงเรื่องราวหรือภาพที่เราต้องการ  


  • ทำไม่ตำแหน่งของกิ่งกฎการสร้างบอนไซจึงกำหนดให้มีระยะห่างหนึ่งในสี่ถึงหนึ่งในสามของความสูง  เหตุผลมาจาก กฎสามส่วน ในงานศิลปะ  ที่มีการศึกษาพบว่าการใช้สัดส่วนหนึ่งในสามในงานศิลปะหรืองานถ่ายภาพจะทำให้สายตาของผู้ดูรู้สึกสบายและผ่อนคลาย(ดูรายละเอียดเรื่อง กฎสามส่วน)
  • ทำไมกฎการสร้างบอนไซจึงกำหนดว่ากิ่งควรโน้มต่ำลงเล็กน้อย  เหตุผลก็คือต้นไม้ที่มีอายุเก่าแก่กิ่งจะโน้มลงเนื่องจากน้ำหนักของพุ่มใบ  แต่กิ่งที่อยู่ใกล้ๆกับยอดสามารถขนานไปกับพื้นได้หรือพุ่งขึ้นก็ได้เนื่องจากส่วนนี้เป็นส่วนที่ยังอ่อนอยู่ของต้นไม้  แต่เราต้องเข้าใจว่ากฏนี้ก็ไม่ตายตัวเสมอไปในการออกแบบสร้างบอนไซที่ผู้ออกแบบต้องการสื่อให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมของธรรมชาติในสภาวะอื่นๆ เช่นในสภาวะที่ต้นไม้ถูกลมกรรโชกแรงจนลู่ไปตามทิศทางของกระแสลมนั้น  หรือไม้ตกกระถางที่กิ่งและพุ่มใบพยายามพุ่งขึ้นรับแสงจากดวงอาทิตย์ เป็นต้น



  • ทำไมกฎการสร้างบอนไซจึงกำหนดให้ใช้สัดส่วนระหว่างขนาดของลำต้นกับความสูงเป็นสัดส่วน 1;6  หากเราไม่ทำความเข้าใจกฎข้อนี้ให้ถ่องแท้แล้วจะทำให้เราถูกปิดกั้นจากวัตถุดิบ(ต้นไม้)ที่จะนำมาสร้างเป็นบอนไซอย่างน่าเสียดาย  กฎสัดส่วนของลำต้นกับความสูง 1;6 นี้ถูกกำหนดสำหรับการสร้างบอนไซที่ทำให้ผู้ดูรู้สึกเหมือนว่าได้ยืนอยู่ใกล้กับต้นไม้ขนาดใหญ่ในธรรมชาติ  แต่หากพิจารณาดูต้นไม้ใหญ่ที่เราพบเห็นในธรรมชาติเราจะพบว่าสัดส่วนของลำต้นกับความสูงนั้นไม่ใช่ 1:6 เลยแต่จะมากกว่านั้นมาก  ฉะนั้นเราสามารถสร้างบอนไซในสัดส่วนเท่าใดก็ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการสื่อให้ผู้ดูรู้สึกถึงระยะระหว่างผู้ดูและต้นไม้ใหญ่นั้น(ดูรายละเอียด บอนไซ-การออกแบบ ตอนที่ 6/16)

  • ทำไมกฎการสร้างบอนไซกำหนดให้สร้างรูปแบบของกิ่งและใบให้เป็นพุ่มใบ  หากเราสังเกตบอนไซจะเห็นว่ามีส่วนหนึ่งของต้นไม้ที่เหมือนกับต้นไม้จริงธรรมชาติ  ส่วนนั้นก็คือสัดส่วนของใบ  ในธรรมชาติสัดส่วนระหว่างขนาดลำต้นและกิ่ง เมื่อเทียบกับขนาดของใบแล้วจะเห็นว่ามีขนาดที่แตกต่างกันมาก  เราสามารถที่จะลดขนาดของลำต้นและกิ่งลงได้แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะขนาดของใบให้เล็กจนกระทั่งได้สัดส่วนกับขนาดของลำต้นและกิ่งจริงในธรรมชาติ  ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าต้นไม้ที่นิยมนำมาใช้สร้างบอนไซทุกชนิดได้สวยงามเป็นพันธุ์ที่มีใบเล็กเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  ถึงแม้ว่าจะเป็นพันธุ์ที่มีใบขนาดเล็กก็ตามแต่ก็ยังไม่สามารถทำให้มีสัดส่วนได้เหมือนสัดส่วนจริงในธรรมชาติ  ปัญหานี้ไม่มีทางแก้ได้ตก  แต่ด้วยความชาญฉลาดของศิลปินนักสร้างบอนไซโบราณที่แก้ปัญหานี้โดยการสร้างให้เป็นพุ่มใบเพื่อช่วยกลบเกลื่อนขนาดของใบเมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งหมดไป  ทำให้ผู้ดูไม่สังเกตสัดส่วนของใบกับลำต้นและกิ่งจะทำให้เน้นไปที่โครงสร้างของกลุ่มใบมากกว่าแต่ละส่วน  ดังภาพด้านล่าง 



ใบของสนต้นเดียวกันซ้ายมือก่อนจัดแต่ง  ด้านขวามือหลังจากตัดแต่งแล้ว  จะเห็นว่าภาพด้านขวาดูคล้ายกับว่าใบสั้นกว่าเนื่องจากกิ่งถูกจัดเป็นกลุ่มใบ  นี้ทำให้สายตาเห็นภาพรวมก่อนที่จะเห็นส่วนของใบ  การจัดกิ่งให้เป็นแผงใบช่วยซ่อนสัดส่วนที่ผิดไปของใบ
นอกจากตัวอย่างที่กล่าวมาแล้วหากเราศึกษาพิจารณากฎการสร้างบอนไซในแต่ละข้อที่จะกล่าวถึงใน กฎการสร้างบอนไซ 2 และ 3” สำหรับตอนต่อไปอย่างถี่ถ้วนแล้ว   จะพบว่าทุกข้อมีเหตุมีผลอยู่ในตัวของมันเองแต่ไม่ตายตัว
 

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555


การเคลื่อนไหวและจังหวะลีลา(Movement and Rhythm)

ความหมายของการเคลื่อนไหวในงานทัศนศิลป์
การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในงานทัศนศิลป์เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดกับผู้ดูได้โดยการรับรู้จากสิ่งที่อยู่นิ่งด้วยการเห็นหรือด้วยประสาทสัมผัสทางตาว่าสิ่งนั้นมีการเคลื่อนไหว ไม่ใช่การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจริง  ส่วนหนึ่งจะเกิดจากประสบการณ์การรับรู้ของคนเราที่เคยพบเห็นกริยาอาการเหล่านี้มาแล้วจากธรรมชาติและสิ่งรอบตัว  จุดประสงค์ของการเคลื่อนไหวก็เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพของงานออกแบบชิ้นนั้น  ขณะที่สายตาผู้ดูมองทอดเคลื่อนไปตามส่วนประกอบต่างๆ   การเคลื่อนไหวยึดโยงส่วนประกอบต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน โดยการจัดส่วนประกอบต่างๆในทิศทางที่กำหนด  ศิลปินจะสามารถควบคุมและบีบให้ผู้ดูมองเคลื่อนเข้าไปในส่วนต่างๆของงานศิลป์ชิ้นนั้นได้    การเข้าใจถึงความรู้สึกของการรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวในงานทัศนศิลป์เช่น บอนไซ, การถ่ายภาพ และภาพเขียน ฯ  สามารถทำให้เราเข้าถึงจิตใต้สำนึกของคนเราในการมองและสามารถเสริมองค์ประกอบเพิ่มเพื่อให้เห็นเป็นภาพลวงตาของการเคลื่อนไหว  ตัวอย่างรูปด้านล่างจะเห็นว่าเมื่อเราได้เห็นภาพนี้เราจะรู้สึกสัมผัสถึงการเคลื่อนที่และทิศทางการเคลื่อนที่ของปลาโลมาทั้งสองตัวนี้ทันทีทั้งๆที่เป็นเพียงภาพนิ่งเท่านั้น  


ทิศทางการเคลื่อนไหว
ทิศทางการเคลื่อนไหวสำหรับบอนไซก็คือทิศทางการลื่นไหลของสายตาของผู้ดู  หรือการลื่นไหลของภาพเมื่อผู้ดูมองที่ชิ้นงานศิลปะ  โดยการออกแบบจัดวางส่วนประกอบทั้งหลายในวิธีการที่ถูกต้อง  สามารถสร้างแรงของการเคลื่อนไหวหรือควบคุมทิศทางการมองของผู้ดูให้เคลื่อนไปตามทิศทางที่ออกแบบไว้ได้  สำหรับบอนไซแล้วความรู้สึกเคลื่อนไหวนี้สามารถถูกสร้างได้ด้วย แนวเส้นของลำต้น, ทิศทางของกิ่ง, รูปร่างของกลุ่มใบหรือแม้แต่ตำแหน่งของกระถาง  ความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวสามารถรู้สึกสัมผัสได้จากส่วนประกอบที่คล้ายคลึงกันและลักษณะที่ซ้ำๆกัน  ส่วนประกอบที่คล้ายกันจะสร้างความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวหรือทิศทางที่สายตาจะทอดมองไป  และถ้าความรู้สึกที่ซ้ำๆนำสายตาเราผ่านเป็นช่วงๆของส่วนที่สม่ำเสมอนี่จะสร้างจังหวะลีลา  แนวเส้นและรูปแบบสามารถที่จะสร้างภาพลวงตาของการเคลื่อนไหวได้เหมือนกันเช่นลำต้นหรือกิ่งที่บิดที่ใช้ในการสร้างการเคลื่อนไหวของบอนไซ   
การเคลื่อนไหว ที่เกิดจากลักษณะของทัศนะธาตุ รวมทั้งองค์ประกอบทางศิลปะ อาจจะแบ่งลักษณะของการเคลื่อนไหวทางทัศนศิลป์ออกได้เป็น 3 ลักษณะคือ


  1. การเคลื่อนไหวที่ถ่วงดุลซึ่งกันและกัน
    เป็นการเคลื่อนไหวมีการผลักและต้านเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน เหมือนเรือที่กำลังแล่นอยู่กลางทะเลโต้กับคลื่นลม ในมหาสมุทร หรือคนกำลังต่อสู้โรมรันพันตูเข้าปะทะกันโดยมีทิศทางของการเคลื่อนไหวที่ตรงกันข้ามกัน  เป็นการถ่วงดุลกันไม่หนักไปข้างใดข้างหนึ่งให้ความรู้สึกตึงเครียด  การเคลื่อนไหวลักษณะนี้ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวที่รุนแรง กดดัน แต่หยุดนิ่งอยู่กับที่

  1. การเคลื่อนไหวที่ไม่มีแรงต้านทาน
เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่มีการต้านทาน ทำให้มีการเคลื่อนไหวผ่านไปได้โดยตลอด เช่นเดียวกับการวิ่งของรถ         ที่พุ่งผ่านไปในทิศทางเดียวอย่างรวดเร็ว  การเคลื่อนไหวลักษณะนี้ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว รุนแรง ไม่หยุดนิ่ง ให้ความรู้สึกว่ามีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา


3. การเคลื่อนไหวที่ซ้ำและผ่อนคลาย
     
เป็นการเคลื่อนไหวที่มีพลังน้อย เฉื่อย ผ่อนคลาย มีลักษณะเป็นการซ้ำ เป็นลำดับ อย่างต่อเนื่อง เหมือนเมื่อหยดน้ำกระทบลงบนผืนน้ำที่นิ่งสงบทำให้เกิดคลื่นจากจุดศูนย์กลางที่รุนแรงแล้วค่อยๆแผ่วเบาเฉื่อยลงไปเรื่อยๆเมื่อไกลออกจากศูนย์กลาง โดยจังหวะของคลื่นมีการซ้ำกันอย่างเป็นระเบียบ


     
    มนุษย์เราได้สังเกตลักษณะของการเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรา  และได้นำมาเป็นหลักการในการออกแบบทัศนศิลป์ให้มีความรู้สึกเคลื่อนไหวทั้งๆที่ภาพที่ปรากฏนั้นอยู่นิ่ง  ซึ่งจะทำให้งานออกแบบนั้น มีความน่าสนใจ หรือมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ และในแต่ละแนวทางก็ให้พลังของ การเคลื่อนไหวแตกต่างกันออกไป ตามลักษณะการเคลื่อนไหวใน 3 ลักษณะ ดังกล่าวมาแล้ว
     
    ความหมายของจังหวะลีลา
    จังหวะลีลา  หมายถึง  การเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องที่เกิดจากการซ้ำกันของส่วนประกอบ เป็นการซ้ำที่เป็นระเบียบ จากระเบียบธรรมดาที่มีช่วงห่างเท่าๆ กัน มาเป็นระเบียบที่สูงขึ้นซับซ้อนขึ้นจนถึงขั้นเกิดเป็นรูปลักษณะของศิลปะ  การซ้ำของหน่วย หรือการสลับกันของหน่วยกับช่องไฟ  เหมือนจังหวะ ของคลื่นในทะเล ที่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง หรือ จังหวะการเคลื่อนไหวที่หยุดเป็น ช่วง ๆ เน้นเป็นระยะ เช่น การเคาะจังหวะ การเน้นความหนักเบา ในคีตศิลป์และวรรณศิลป์   หรือเกิดจากการเลื่อนไหลต่อเนื่องกันของเส้น สี รูปทรง หรือ น้ำหนักเป็นส่วนประกอบของการแสดงออกทางศิลปะ ทุกสาขา ที่ปรากฏชัดเจน เช่นในสาขาคีตกรรมและนาฏกรรม ที่มี การเรียบเรียงเสียงประสาน เป็นเสียงสูง เสียงต่ำสอดประสานกัน ความกลมกลืนจังหวะของการเต้นรำ การเคาะให้ เกิดจังหวะ แม้แต่ในสาขาวรรณกรรม ในโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน จะมีระเบียบบังคับ ของจังหวะแม้แต่การอ่านออกเสียง ก็ต้องให้ เลื่อนไหลเป็นจังหวะอย่างถูกต้อง   ในทางทัศนศิลป์ จังหวะเกิดจาก การเว้นระยะ ความห่าง หรือการซ้ำที่เป็นระเบียบ เป็นจังหวะจะโคน จากระเบียบธรรมดาที่มีช่วงถี่ห่างเท่าๆกันมาเป็นระเบียบที่สูง  และซับซ้อนขึ้นของทัศนธาตุหรือส่วนประกอบมูลฐานของทัศนศิลป์  เช่น เส้น รูปร่าง รูปทรง สี ฯ  ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทางสายตา คือทางเดินของภาพที่มีพลังชักนำหรือขัดแย้งให้สายตาติดตาม

    ในการออกแบบจึงจำเป็นจะต้องใช้ความรู้ทางด้านองค์ประกอบทางด้านทัศนศิลป์ตัวอื่นๆเข้ามาประกอบ อาจจะเป็นในลักษณะของการคั่น การสลับสับหว่าง หรือการเบรกความซ้ำหรือซ้ำซากนั่นลงเสียบ้างเพื่อไม่ให้เกิดความน่าเบื่อ การสลับสับหว่างนี้อาจเกิดขึ้นจากการเว้น บริเวณว่างหรือช่องไฟ การสลับสี, น้ำหนัก การลดทอน/ลดหลั่นของรูปร่าง รูปทรง การเปลี่ยนทิศทางของวัตถุ หรือการใช้พื้นผิวที่แตกต่างสลับกันไป เป็นต้น   จังหวะจะถูกทำให้เกิดขึ้นโดยการจัดส่วนประกอบใน 3 ลักษณะได้แก่


    1.
    จังหวะที่ต่อเนื่อง
    จังหวะที่ต่อเนื่องคือ ส่วนประกอบที่มีความต่อเนื่องไม่ถูกรบกวนโดยการเปลี่ยนแปลงในลักษณะใดๆในแต่ละอย่าง เช่น สี พื้นผิว เส้น รูปร่าง หรือช่องว่าง  และไม่มีการเปลี่ยนเส้นทาง เป็นลักษณะที่เส้นทาง/ทิศทางที่มีความต่อเนื่อง เช่นสีๆหนึ่งถูกใช้อยู่บนวัตถุทุกๆชิ้นหรือรูปร่างทุกๆรูปในองค์ประกอบนั้น หรือกลุ่มของวัตถุที่เหมือนๆกันถูกนำมาเชื่อมกัน/ร้อยกันให้มีความต่อเนื่อง   วัตถุที่แยกชิ้นกันทางกายภาพอย่างเสื้อและกระโปรงนั้น มีการทำให้เข้าคู่เป็นชุดเดียวกัน   โดยใช้ลวดลายผ้าเป็นจังหวะที่ต่อเนื่องกันตามแนวตั้งซึ่งจะมีผลทำให้ผู้สวมใส่ดูสูงขึ้น หากจังหวะของลวดลายเสื้อผ้านั้นเป็นโครงสร้างตามแนวนอน   แม้ว่าจังหวะในแต่ละส่วนจะแยกออกจากกัน แต่ก็จะให้จังหวะที่ต่อเนื่องตามแนวนอน ซึ่งจะสร้างให้เกิดความกว้างทางสายตา มีผลทำให้ผู้สวมใส่ดูอ้วนขึ้นหรือตัวใหญ่ขึ้น(ดูภาพประกอบ)

    การจัดส่วนประกอบให้เกิดจังหวะที่ต่อเนื่อง
     
    2. จังหวะซ้ำ
    จังหวะของการซ้ำคือกลุ่มของวัตถุหรือส่วนประกอบที่มีลักษณะเหมือนๆกันแต่ถูกจัดอยู่ในระยะห่างที่มีความแตกต่างกัน ไม่เท่ากันหรือใช้ระยะห่างแบบสุ่มๆ  แม้ว่าวัตถุเหล่านั้นอาจจะถูกจัดวางโดยมีระยะห่างที่ไม่เท่ากันแต่สายตาของเรายังคงพยายามที่จะติดตามทิศทางของมันและก่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวหรือเอกภาพ เนื่องจากส่วนประกอบเหล่านั้นมีลักษณะที่เหมือนกันหรือใกล้เคียงกันมาก สายตาเราจะติดตามทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุเหล่านี้อย่างเป็นไปโดยธรรมชาติ จากส่วนประกอบอันหนึ่งไปสู่ส่วนประกอบอันอื่นๆในลักษณะของการผูกโยงวัตถุเหล่านั้นทั้งหมดเข้าด้วยกันจนเห็นเป็นทิศทาง/จังหวะ  ลองสังเกตรูปแบบของลายผ้า, กระดาษบุผนัง, กระเบื้องปูพื้น หรือกระดาษห่อของขวัญ การออกแบบจะเป็นในลักษณะของการซ้ำไปตลอดขนาดของสินค้า องค์ประกอบของการออกแบบของเหล่านี้จะถูกออกแบบมาให้สามารถมีการซ้ำไปได้ไม่ว่าจะในส่วนสัดหรือองค์ประกอบแบบใดก็ตาม ลองมองไปที่สิ่งที่อยู่แวดล้อมคุณ คุณจะเห็นสีที่หลากหลาย พื้นผิวที่หลากหลาย เส้นหลายๆแบบ รูปร่างหลายๆชนิด ที่มีการซ้ำกันในหลายๆส่วนของสภาพแวดล้อม ได้นำเสนอตัวอย่างของจังหวะซ้ำ

    การจัดส่วนประกอบเพื่อให้เกิดจังหวะซ้ำ
     
    3.  จังหวะที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือจังหวะที่มีการลดหลั่น
    จังหวะที่มีการลดหลั่น คือการนำเสนอในรูปแบบขององค์ประกอบที่ใช้กลุ่มของส่วนประกอบ   ที่เหมือนกันหรือคล้ายกันในลักษณะของการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆลดหลั่นทีละนิดๆเป็นขั้นๆไป  การเปลี่ยนแปลงอาจจะเป็นในลักษณะของขนาด ความสูง ความเข้มข้นของสีค่าน้ำหนัก พื้นผิวหรือรูปร่าง  สีที่ไล่น้ำหนักจากขาวไปสู่ดำ คือ จังหวะที่มีการลดหลั่น เช่นเดียวกับการไล่สีจากเทากลางไปยังสีแท้ การลำดับของพื้นผิวจากด้านไปสู่เงาหรือหยาบไปสู่ละเอียดก็ถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่มีจังหวะที่ลดหลั่นด้วย   ดังนั้นกลุ่ม/ลำดับของรูปร่างซึ่งค่อยๆเกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะใหญ่ขึ้น สูงขึ้น สั้นขึ้นหรือเล็กลง หรือแม้กระทั่งการกลายรูปร่างจากสี่เหลี่ยมไปสู่วงกลมก็จัดอยู่ในจังหวะที่มีการลดหลั่นด้วย   สิ่งที่เราเห็นในชีวิตประจำวัน เช่น เสาไฟฟ้า สายไฟฟ้าหรือไม้หมอนรองรางรถไฟตามถนนในต่างจังหวัด เสาแต่ละต้นดูจะค่อยๆเล็กลงๆ กว่าต้นที่อยู่ข้างหน้ามัน หลักการเรื่องของการลดหลั่นนี้ไม่เหมือนกับเรื่องของการเน้นที่บ่อยครั้งตัวส่วนประกอบนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทันทีทันใดและเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง แต่



    การเปลี่ยนแบบลดหลั่นจะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทีละขั้นๆตามลำดับ  การจัดลำดับของส่วนประกอบในลักษณะที่มีการลดหลั่นนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องถูกวางแบบไล่ตามลำดับการจัดวางโดยการสุ่มหรือสลับที่บางครั้งจะก่อให้เกิดความน่าสนใจมากกว่า เนื่องจากมันก่อให้เกิดความรู้สึกที่แตกต่าง   
    การเคลื่อนไหวและจังหวะลีลาในศิลป์บอนไซ
    บอนไซจัดได้ว่าเป็นทัศนศิลป์ประเภทหนึ่ง  เราสามารถนำเทคนิคการสร้างการเคลื่อนไหวและจังหวะลีลาดังที่กล่าวมาข้างต้นมาใช้กับงานออกแบบบอนไซดัวยตัวอย่างบอนไซสองต้นด้านล่าง



    บอนไซด้านบนมีสร้างการเคลื่อนไหวด้วยลำต้นที่บิดและรูปทรงของพุ่มใบที่เหมือนๆกันสร้างความรู้สึกของการเคลื่อนไหวและจังหวะลีลาได้อย่างงดงาม  ส่วนบอนไซด้านล่างผู้ออกแบบได้ใช้เทคนิคการสร้างการเคลื่อนไหวโดยการจัดกิ่งก้านสร้างภาพลวงของการเคลื่อนไหวของกิ่งราวกับว่าต้นไม้นี้กำลังถูกลมถาโถมกรรโชกเข้ามาอย่างแรง  ทั้งๆที่ไม่มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นจริง





    ความรู้สึกเคลื่อนไหวสามารถสร้างได้ด้วยเส้น 2 ชนิด:
    • แนวเส้นจริง  เช่น ลำต้น หรือกิ่ง
    • เส้นสมมติ ไม่ใช่เส้นจริงแต่แนวที่มองเห็นสร้างโดยการจัดรูปทรงของส่วนประกอบเพื่อให้สายตาทอดผ่านไปตามที่ออกแบบมา  ตัวอย่างเช่น การใช้กลุ่มใบ, ตำแหน่งของลำต้น หรือการจัดวางของกิ่งก้าน







    ลำต้นและกิ่งมีเส้นจริงที่แสดงการเคลื่อนไหวของต้นไม้  รูปร่างของกลุ่มใบสร้างเส้นสมมติเพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวไปทางขวา  องค์ประกอบทั้งหมดสร้างสัมผัสให้ผู้ดูรู้สึกถึงการเลื่อนไหลจากซ้ายไปขวา  ผลลัพธ์ก็คือต้นไม้จะแสดงการเคลื่อนไหวได้มาก

    เมื่อเราจัดรูปทรงของบอนไซเราต้องตัดสินใจว่าจะให้การเคลื่อนไหวของต้นไม้หันไปในทิศทางใดและการเคลื่อนไหวนั้นจะมากน้อยอย่างไร  ไม่มีกฎที่ตายตัวที่จะกำหนดความมากน้อยของการเคลื่อนไหวและทิศทาง  การเคลื่อนไหวของภาพรวมต้องสอดคล้องกันกับการเคลื่อนไหวของลำต้น  แต่ไม่ใช่ว่าบอนไซทุกรูปแบบจะต้องมีการเคลื่อนไหวเสมอไปบอนไซแบบทรงต้นที่มีลำต้นตั้งตรงกิ่งพุ่มใบซ้ายขวาเกือบเท่าๆกันเป็นรูปสามเหลี่ยมดูแข็งแรงบึกบึน  แทบจะไม่มีการเคลื่อนไหวเลยหรือมีก็น้อยมากดังรูปด้านล่าง





    ตัวอย่างการสร้างการเคลื่อนไหว 1 - บอนไซสนจูนิเปอร์ (จาก www.bonsai4me.com)

    ตัวอย่างสนจูนิเปอร์ที่มีลำต้นบิดพลิ้วดังรูปด้านล่าง  เมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่าลำต้นลักษณะแบบนี้ไม่ควรสร้างพุ่มใบที่สมดุล  แต่น่าจะสร้างให้เกิดการเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง 





    สนจูนิเปอร์ต้นนี้ถูกจัดรูปทรงให้มีการเคลื่อนไหวไปทางซ้าย  พุ่มใบส่วนใหญ่จะอยู่ทางด้านซ้ายของลำต้นหันไปทางซ้ายมือ  ยอดเองก็สร้างได้สอดคล้องกัน 














    ถ้าหากเราต้องการที่จะให้ต้นไม้ต้นนี้ดูสงบนิ่งและสมดุล  เราต้องลดมวลของพุ่มใบทางด้านซ้ายมือและเพิ่มมวลของพุ่มใบทางด้านขวามือ 













    ถ้าเราต้องการให้ทิศของการเคลื่อนไหวไปทางด้านขวามือ  เราจำเป็นต้องเพิ่มมวลของพุ่มใบทางด้านขวามือของลำต้นให้มากขึ้นและจัดรูปทรงของกิ่งให้พุ่งไปทางด้านขวามือรวมทั้งส่วนของยอดด้วย 







    สำหรับบอนไซทั้งกิ่งหนึ่งและยอดจะเป็นส่วนสำคัญมากในการกำหนดการเคลื่อนไหว  หากกิ่งหนึ่งพุ่งไปด้านซ้าย การสร้างให้เกิดการเคลื่อนไหวไปทางด้านซ้ายจะทำได้ง่ายกว่าที่จะสร้างให้เกิดการเคลื่อนไหวไปทางด้านขวา   สังเกตดูกิ่งแรกในภาพสุดท้ายเปรียบเทียบกับภาพก่อนหน้านี้  หากเราต้องการให้การเคลื่อนไหวมีทิศไปทางขวามือกิ่งต่ำที่สุดจะ ต้องหันไปทางขวาและกิ่งแรกของเดิมด้านซ้ายมือต้องยกขึ้นหรือเล็มออกบ้างทำให้พุ่มใบบางลง  ยอดของบอนไซมีสองด้าน  ด้านหนึ่งจะเอียงมากกว่าอีกด้าน  ด้านที่เอียงมากนี้จะกำหนดทิศทางของการเคลื่อนไหวและมักจะเสริมกันกับทิศ ทางเดียวกันกับทิศที่กิ่งหนึ่งชี้ไป  มันจะเป็นการยากที่จะสร้างการเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้ามกับทิศทางของกิ่งหนึ่งและยอด




    ภาพด้านบนเป็นสนจูนิเปอร์ที่มีการเคลื่อนไหวไปทางด้านซ้ายอย่างเห็นได้ชัดรวมถึงกิ่งหนึ่งที่พุ่งตรงออกไปด้านซ้าย  แต่สังเกตดูที่ยอดของบอนไซต้นนี้จะเห็นว่ายอดกลับพุ่งไปทางด้านขวามือ  การขัดแย้งกันระหว่างทั้งสองส่วนนี้ทำให้ภาพรวมออกไม่สวยงามขัดความรู้สึกเมื่อได้เห็น 

    ตัวอย่างการสร้างการเคลื่อนไหว 2






    บอนไซด้านซ้ายหากพิจารณาดูภาพรวมทั้งหมดจะเห็นว่าถึงแม้จะเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมด้านไม่เท่าก็ตาม  แต่กลับดูไม่น่าสนใจ  ต้นไม้ต้นนี้ไม่ได้สื่อให้ผู้ดูสัมผัสถึงเรื่องราวของมันเลย




     




     ในภาพนี้จะเห็นว่าต้นไม้ต้นนี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่มีจุดเด่นและไม่มีการเคลื่อนไหวจังหวะลีลา   นอกจากนั้นลักษณะรูปทรงสามเหลี่ยมยังทำให้ความสอดคล้องกลมกลืนของภาพรวมลดลงด้วย











    ทำการปรับแก้โดย:
    1.ดัดลำต้นส่วนบนให้เบนไปทางขวา เพื่อให้เกิดการ
       เคลื่อนไหวไปทางขวา
    2.
    ตัดกิ่งข้างซ้ายให้สั้นลงและปล่อยกิ่งด้านขวาให้ยาวขึ้น 
       โดยเฉพาะกิ่งล่าง
    3.
    ตัดส่วนยอดให้สั้นลงแล้ว สร้างพุ่มของยอดใหม่ จัดพุ่ม
       ใบ และกิ่งใหม่เพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหวไปทางขวา

        หากเปรียบเทียบก่อนและหลังจากปรับจะเห็นความ  
        แตกต่างได้อย่างชัดเจน


    Subscribe to RSS Feed Follow me on Twitter!